โปรดจงโอบกอดความหวังนั้นเอาไว้

พวกเราในสังคมสมัยใหม่นั้นล้วนกำลังเหนื่อยอ่อนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหมดหวัง ปัญหาหลายสิบรุมเร้าจนทำให้มองไม่เห็นทางออก ทั้งปัญหาส่วนตัว สังคม รถติด ชีวิตเร่งรีบ เพื่อนร่วม หัวหน้า แย้งกันกินแย้งกันใช้ ชีวิตสมัยใหม่กำลังฉีกกระฉากเราออกเป็นชิ้นๆ ทำให้ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครดี เพราะผู้นำสังคมทุกสมัยก็ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาการมีชีวิตที่ดีของผู้คนในระยะยาว เน้นแต่การเล่นเกมการเมือง ลดแลกแจกแถม มองเห็นผู้คนไม่ต่างจากผู้บริโภคที่เอาโปรโมชั่นมาล่อ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่เอาของรางวัลมาหลอกเด็ก ไม่นับปัญหาคอรัปชั่นที่เริ่มกลายเป็นวัฒนธรรม แม้แต่เด็กๆ ก็ยังโกงข้อสอบกันอย่างสนุกสนาน

ซึ่งสังคมไทยไม่มีไอดอลที่จับต้องเป็นรูปธรรมได้ เราอาจมีไอดอลที่ประสบความสำเร็จในสาขาวิชาชีพของตน แต่ว่าเรายังไม่มีไอดอลที่เป็นผู้นำของคนจากทุกสาขาอาชีพได้ ไอดอลหลายๆ คนที่เห็นล้วนบอกเราเสมอว่าให้ทำตามอย่างพวกเขาแล้วจะประสบความสำเร็จ ทว่าคนแต่ละคนต่างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองและมีต้นทุนที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะคัดลอกความสำเร็จของกันและกันได้ ซึ่งการใช้ชีวิตโดยไร้ความหวังก็ไม่ต่างจากเครื่องยนต์ขาดน้ำมันหล่อลื่น อาจวิ่งไปได้สักพักหนึ่งแต่ไม่นานเครื่องคงพังแน่ๆ ดังนั้นคำถามที่น่าสนใจคือ พวกเราควรจะหันหน้าไปพึ่งใคร

ในหนังสือหลายๆ เล่มพูดเรื่องการมีจุดมุ่งหมายในชีวิต นักคิดนักเขียนหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าอยากจะมีชีวิตที่ดีต้องมีเป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะจะกลายเป็นจุดมุ่งหมายให้เราเดินทางไปถึง ต่างจากการใช้ชีวิตโดยไม่มีเป้าหมายเพราะจะทำให้สับสนงุนงงและไร้ทิศทาง วอชิงตัน เออร์วิง เคยกล่าวไว้ว่า “คนฉลาดมีเป้าหมาย คนอื่นๆ มีแต่ความปรารถนา” เพราะว่าเป้าหมายเป็นส่วนช่วยให้เรามีแรงผลักดันในชีวิตเพื่อเริ่มทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ ต่างจากความปรารถนาที่เต็มไปด้วยความอยากที่อาจไม่นำไปสู่การลงมือทำ บ่อยครั้งเราจะจึงมักจะได้ยินได้ฟังผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตพูดเรื่องเป้าหมายที่ชัดเจน ฝันเห็นได้ จนกลายมาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตประการหนึ่ง

แล้วถ้าชีวิตไม่มีเป้าหมายล่ะจะผิดไหม อันที่จริงก็ไม่น่าจะผิดอะไร ถ้าหากใครคนนั้นใช้ชีวิตด้วยความเบิกบาน อารมณ์ดี และมีความสุขได้ตลอด แสดงว่าเขาคนนั้นต้องมีต้นทุนชีวิตที่ดีในระดับหนึ่ง มีทัศนคติชีวิตที่ดี อยู่กับปัจจุบันขณะได้โดยไม่ฟุ้งซ่านกังวลถึงอดีตที่ผ่านมาแล้ว และคาดหวังถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่สำหรับใครทีชีวิตไม่มีความสุข รู้สึกทุกข์ทรมาน ไม่เป็นไปตามความต้องการของตัวเอง เริ่มซึมเศร้าและหมดหวัง เป้าหมายอะไรสักอย่างหนึ่งจะช่วยให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป และหากเป้าหมายท้าทายต่อความสามารถแบบยากง่ายกำลังดี ก็จะทำให้มีชีวิตสนุกสนานไม่ต่างจากการผจญภัยหรือเล่นเกมสักเกมหนึ่ง ราล์ฟ วอลโด อีเมอร์สัน เคยกล่าวไว้ว่า “ไม่ว่าใครจะเล่นเกมอะไรกับเรา เราต้องไม่เล่นเกมกับตัวเอง” ผมเชื่อในตรรกกะนี้แต่คิดว่าเราควรต้องฝึกเล่นเกมกับตัวเองบ้าง หากชีวิตประจำวันไม่สนุกสนานก็คงไร้แรงใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าทำได้เราจึงควรเล่นเกมกับตัวเอง มองชีวิตเป็นด่านๆ อัพเลเวล สะสมความสามารถ ซื้อตำรา ไอเทม และสร้างพันธมิตรกันไป เมื่อถึงเวลาก็ชวนกันไปรับเควสล้มบอสใหญ่ๆ สักทีหนึ่ง

เป้าหมายนั้นสำคัญพอสมควรเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดทิศทาง ปล่อยวางความสับสน และตัดเรื่องไม่สำคัญทิ้งไป ทำให้เราโฟกัสชีวิตได้ชัดเจนมากขึ้น หากเป็นการเดินทาง การรู้ทิศทางของดวงดาวหรือมีเข็มทิศย่อมดีกว่าการไม่รู้อะไรเลย อย่างน้อยจะได้ไม่เดินหลงไปตลอดชีวิต ปัญหาและอุปสรรคในชีวิตก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปที่เข้ามาชั่วครั้งชั่วคราว เพราะขณะที่เรามุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายเรื่อยๆ เราก็จะปืนข้าม เดินอ้อม หรือสร้างสะพานข้ามผ่านมันไปในที่สุด

ทว่าคงไม่ดีแน่หากเราจะหวังให้สังคมหรือสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ในขณะนี้มาส่งผลและผลักดันเรา เพราะสังคมปัจจุบันกำลังป่วยไข้ไม่ต่างจากแผลอักเสบที่กลายเป็นหนอง หมักหมมไว้ด้วยปัญหานานานัปประการ รอวันแตกระเบิดออกมาเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง นี่คือรอยต่อของยุคสมัย ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงจากยุคดิจิตอลไปสู่ยุคความคิดใหม่(Conceptual Age) ที่อีกไม่นานคนรุ่นเก่าจะผ่านพ้นไปและคนรุ่นใหม่จะเข้ามามีบทบาท ซึ่งเราต้องรอคอยและมีความหวังต่อตัวเองว่าจะมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะคนเราควรจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน แม้วันละเล็กละน้อยก็ยังดี เพราะท้ายที่สุดเล็กๆ น้อยๆ นั่นแหละจะรวมกลายเป็นชีวิตที่ดีขนาดใหญ่ด้วยตัวมันเอง และถ้าชีวิตของเราดีขึ้นทุกวัน ครอบครัวของเราก็จะดีขึ้น และสังคมเราก็จะดีขึ้นด้วยแบบออโต้

สุดท้ายแล้วเราไม่จำเป็นต้องหันหน้าไปพึ่งใคร เพราะคนที่ฝากความหวังได้อยู่ในตัวเราเอง

อ่านเพิ่มเติม: เรื่องเป้าหมายหกด้าน http://porglon.exteen.com/20120602/entry

Advertisements

นักเขียนไส้(ไม่)แห้ง

22/11/55

วันนี้พี่เลขาเอาใบเสร็จจ่ายเงินนักเขียนมาให้ตรวจสอบและเซ็นชื่อ มองค่าเรื่อง 150,000 บาทแล้วก็ยินดีกับนักเขียนด้วย เป็นนักเขียนใหม่แต่งานพิมพ์ซ้ำครั้งที่ 3 ในเวลาไม่นาน ต้องยอมรับว่ามีฝีมือมากเลย

เอาเข้าจริงแล้วอาชีพนักเขียนนั้นไม่ไส้แห้งและเป็นได้จริงๆ แต่คำถามที่สำคัญคือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถออกหนังสือปีละสองเรื่องได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก สิบปีออกให้ได้สัก 20 เล่ม ปัญหาอยู่ตรงนั้นล่ะ เพราะการออกหนังสือเล่มแรกไม่ยากเท่าการออกหนังสือเล่มที่ 2 3 และ 4 จะเห็นว่าบ้านเรามีนักเขียนใหม่เยอะมาก(ปีละหมื่นคน) แต่ทำอย่างไรถึงจะกลับมาได้อีก นั่นคือคำถามสำคัญ ใจรักคงใช่ ฉลาดคงใช่ ขยันคงใช่ พัฒนาตัวเองอยู่เสมอคงใช่ นิสัยดีคงใช่ และอีกหลายปัจจัย

แต่สุดท้ายคงอยู่ที่ตัวงาน เพราะงานหนังสือจะอยู่ได้วัดกันที่จำนวนพิมพ์ ยอดพิมพ์ 3,000 เล่ม อาจจะได้เงินสัก 5-6 หมื่น ยอดพิมพ์ 5,000 อาจจะได้สัก 1 แสน คำถามที่น่าสนใจคือทำอย่างไรงานถึงจะได้พิมพ์ซ้ำหลายๆ ครั้ง ซึ่งคำตอบก็คือ เขียนงานที่คนอยากอ่านนั่นเอง

ถ้าใครแก้โจทย์นี้ได้ก็ได้เป็นนักเขียนมืออาชีพแน่นอน (>_<)